Garmin รุ่นไหนดีที่สุดสำหรับการใช้งานจริง

Garmin รุ่นไหนดี

จากการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับนาฬิกาออกกำลังกายและ fitness tracker ของ Garmin ที่มีวางขายในไทยอย่างละเอียด เราเชื่อว่า Garmin Forerunner 235 เป็นนาฬิกาออกกำลังกายรุ่นที่ดีที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่

นาฬิกาสำหรับออกกำลังกายของการ์มินรุ่น Forerunner 235 เป็นรุ่นที่ตอบโจทย์ที่สุด ในด้านความแม่นยำในการตรวจวัดกิจกรรมของผู้ใช้ (โดยเฉพาะการวัดระยะทางวิ่ง) รวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย แบตเตอรี่ และราคา ซึ่งนับว่าคุ้มค่าที่สุดเมื่อเทียบกับรุ่นอื่น ๆ เช่น Forerunner 635 หรือ 645 ที่มีราคาสูงกว่า

คำเตือนก่อนอ่าน: smartwatch และ fitness tracker ที่เราแนะนำมีฟังก์ชั่นวัดอัตราการเต้นของหัวใจ แต่ทั้งสามรุ่นไม่สามารถใช้แทนอุปกรณ์แบบรัดหน้าอกได้และไม่ควรนำมาใช้เพื่อการแพทย์

BEST SMARTWATCH

Garmin Forerunner 235

ครบครันและคุ้มค่าสุดสำหรับคนส่วนใหญ่

9,690 บาท (11 ต.ค. 2018)

เช็คราคาบน Lazada

สำหรับคนที่ต้องการอุปกรณ์เพื่อเก็บข้อมูลการออกกำลังกายเป็นหลัก คุณอาจพิจารณาซื้อฟิตเนสแทรคเกอร์ (fitness tracker) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและถูกออกแบบมาเพื่อตรวจวัดการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยเฉพาะ ทำให้สามารถเก็บข้อมูลการเดิน-วิ่ง จำนวนก้าว ไปจนถึงคุณภาพของการนอนหลับ ได้อย่างแม่นยำกว่า smartwatch ส่วนใหญ่ในราคาที่ถูกกว่าด้วย

Fitness tracker ยังมีข้อได้เปรียบ smartwatch ตรงที่แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นานกว่าต่อการชาร์จ 1 ครั้ง จึงทำให้สามารถบันทึกกิจกรรมของคุณได้ครบถ้วนกว่า เพราะไม่ต้องถอดเพื่อชาร์จแบตเตอรี่บ่อย ๆ

เราเชื่อว่า Garmin Vivosport 4 เป็นฟิตเนสแทรคเกอร์ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ต้องการอุปกรณ์เก็บข้อมูลการออกกำลังกาย ที่ใช้งานง่าย แม่นยำ และสามารถใส่ติดตัวตลอดวันได้โดยไม่รู้สึกรำคาญ

BEST TRACKER Garmin Vivosport 4

Garmin Vivosport

สำหรับคนที่ไม่ต้องการ smartwatch

7,290 บาท (11 ต.ค. 2018)

เช็คราคาบน Lazada


สารบัญ

  • Smartwatch กับ fitness tracker ต่างกันอย่างไร
  • ทำไม Garmin ถึงได้รับความนิยมกว่ายี่ห้ออื่น
  • Smartwatch รุ่นที่ดีที่สุดของการ์มิน
    • จุดเด่น: ของนาฬิกา Forerunner 235
  • Fitness tracker รุ่นที่ดีที่สุด
    • จุดเด่น: ของ Garmin Vivosport
  • ตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจ
    • Vivofit 4 : สำหรับคนไม่ชอบชาร์จแบต
    • Apple Watch

Smartwatch กับ fitness tracker ต่างกันอย่างไร

ถึงแม้ปัจจุบัน smartwatch และ fitness tracker จะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันมาก เราสามารถอธิบายความแตกต่างได้ง่าย ๆ ว่า smartwatch หลายรุ่นสามารถทำหน้าที่ได้คล้ายกับ fitness tracker ในการตรวจวัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น จำนวนก้าวที่เดิน หรือ หรือจำนวนแคลอรี่ที่ใช้ไปในแต่ละวัน แต่ smartwatch ส่วนใหญ่ยังมีความแม่นยำและแบตเตอรี่ที่ด้อยกว่า fitness tracker ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อวัดผลการออกกำลังโดยเฉพาะ

ในทางกลับกัน fitness tracker ที่ส่วนใหญ่จะมีราคาถูกกว่า และแบตเตอรี่ที่ใช้ได้นานกว่า smartwatch ก็มักจะมีฟังก์ชั่นอื่น ๆ น้อยกว่าเมื่อเทียบกับ smartwatch รวมถึง ขนาดของหน้าปัด ลูกเล่นบนหน้าจอ ระบบการแจ้งเตือน และการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์อย่างหนึ่งที่คุณจะได้จากทั้ง fitness tracker และ smartwatch คือ แรงจูงใจในการออกกำลังกาย ซึ่งในบทความของ The Guardian เมื่อปี 2015 Lisa Cadmus-Bertram นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ของสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพกล่าวว่า การตั้งเป้าหมายและรับรู้ผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คนเราบรรลุเป้าหมายในการออกกำลังกายได้

แบบไหนเหมาะสำหรับคุณ

Fitness tracker อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับคุณที่สุด ถ้าคุณต้องการอุปกรณ์สวมใส่ขนาดเล็กที่ช่วยติดตามและเก็บสถิติเกี่ยวกับสุขภาพของคุณในแบบที่ละเอียดกว่าการใช้แอปฯ ในโทรศัพท์สมาร์ทโฟน

ขณะที่ Smartwatch เหมาะสำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนข้อความ อีเมล ปฏิทินต่าง ๆ แต่ก็ต้องการเก็บข้อมูลการออกกำลังกายของตัวเอง ซึ่งถึงแม้ smartwatch ส่วนใหญ่จะมีข้อจำกัดในการติดตามการออกกำลังกายของคุณ ยังมีอีกหลายรุ่นที่ทำได้ดีแทบไม่ต่างกัน เช่น Forerunner 235 ที่เราแนะนำ

ทำไม Garmin ถึงเป็นที่นิยม

ปัจจุบันมีนาฬิกาออกกำลังกาย ฟิตเนสแทรคเกอร์ หลายยี่ห้อที่วางขายในไทย เช่น Apple Watch และ Fitbit แต่นาฬิกาของของ การ์มิน ยังคงได้รับความนิยมกว่าอีกหลาย ๆ ยี่ห้อในหมู่ผู้ที่นิยมการออกกำลังกาย และส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความแม่นยำในการตรวจจับกิจกรรมต่าง ๆ ได้ดีกว่ายี่ห้ออื่นจากการทดสอบของหลายเว็บไซต์

ทดสอบ fitness tracker โดย Wirecutter

ที่มา: The Wirecutter 

การทดสอบโดย Amy Roberts นักวิ่งและคอลัมนิสต์ของเว็บไซต์ The Wirecutter ได้ลองนำ fitness tracker หลาย ๆ รุ่นไปใส่และออกวิ่งเป็นระยะทาง 1 ไมล์เท่า ๆ กัน ซึ่งมีผลตามในชาร์ทด้านบนนี้

เราจะเห็นได้จากผลที่ออกมาว่า นาฬิกาของ Garmin รุ่น Vivosport และ Vivosmart HR+ วัดระยะทางได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ขณะที่อุปกรณ์ของ Fitbit Flex 2, Fitbit Zip และ Fitbit Ionic ต่างคาดเคลื่อนไปราว 20-25% (เช่นเดียวกับ Garmin Vivofit 3)

ในแง่หนึ่ง ผลการทดสอบเหล่านี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เหนือกว่าคู่แข่งของ การ์มิน ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและ GPS มาก่อน อย่างไรก็ตาม Fitbit ก็มีเทคโนโลยีที่มีใกล้เคียงโดยเฉพาะในหมวดของ fitness tracker ที่บางรุ่นมีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน


รีวิวแนะนำโดย roonnhaidee


ทำไมเราถึงแนะนำ Forerunner 235

Garmin Forerunner 235 มีฟังก์ชั่นทุกอย่างที่เราคิดว่าคนส่วนใหญ่ต้องการจากนาฬิกาสำหรับออกกำลังกาย 1 เรือน

Forerunner 235 เป็นนาฬิกาออกกำลังกายที่เหมาะกับนักวิ่งตั้งแต่ระดับมือใหม่ไปจนถึงขั้นสูง และที่สำคัญที่สุดคือระบบตรวจวัดของการ์มิน ที่ปัจจุบันยังคงทำได้ดีกว่าคู่แข่งทุกยี่ห้อและทุกยี่ห้อที่อยู่ในช่วงราคาเดียวกัน

ไม่ใช่แค่ทีมงาน roonnhaidee เท่านั้นที่คิดเช่นนี้ มีนักรีวิวหลายคนในต่างประเทศที่ยกให้ Forerunner 235 เป็นนาฬิกา GPS ที่ดีที่สุดสำหรับการออกกำลังกาย อาทิ Ray Maker นักวิ่งและนักทดสอบอุปกรณ์กีฬาชาวอเมริกัน จากเว็บไซต์ DCRainmaker.com ซึ่งกล่าวว่า Forerunner 230 และ 235 เป็นนาฬิการุ่นที่ Garmin “ทำได้ตอบโจทย์ที่สุด” ในราคาที่ถูกกว่าแต่ก่อนมาก

นอกจากการบอกข้อมูลได้แม่นยำแล้ว Forerunner 235 ยังมีหน้าปัดขนาด 1.23 นิ้วที่เลือกแสดงข้อมูลบนหน้าปัดพร้อมกันได้ถึง 4 ชนิด เช่น ความเร็ว เวลา และอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้คุณไม่ต้องกดปุ่มสลับหน้าจอไปมา ขณะที่ตัวเรือนที่ค่อนข้างบางทำให้สามารถสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้โดยไม่รู้สึกเกะกะ

นอกจากจะแสดงการแจ้งเตือนของสมาร์ทโฟนได้แล้ว Forerunner 235 ซึ่งเป็นรุ่นที่พัฒนาเสริมจากรุ่น Forerunner 230 ยังสามารถใช้งาน GPS ได้นานถึงราว 16 ชั่วโมง และยังเพิ่มฟังก์ชั่นตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจเข้ามา มันสามารถบอกอัตราการเต้นของหัวใจได้อย่างเสถียรและแม่นยำในระดับที่น่าพอใจ ด้วยเทคโนโลยีเซนเซอร์แบบ optical

จุดเด่นของ smartwatch รุ่นนี้

ปกติแล้ว นาฬิกาออกกำลังกายจะใช้ เทคโนโลยี GPS เพื่อเก็บข้อมูลเส้นทางการวิ่งของคุณ และมันจะเริ่มเชื่อมต่อ GPS โดยอัตโนมัติเมื่อคุณเริ่มออกวิ่ง จุดเด่นของ Forerunner 235 คือเทคโนโลยีที่ดึงเอาข้อมูลจากการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แต่ละครั้งมาเก็บไว้ล่วงหน้า จึงทำให้ smartwatch รุ่นนี้สามารถเริ่ม track การวิ่งของคุณได้รวดเร็วภายใน 5-6 วินาทีที่เริ่มออกวิ่ง ต่างจากนาฬิการุ่นอื่น ๆ ที่เก่ากว่านี้ที่อาจใช้เวลาถึง 30-60 วินาที

BEST SMARTWATCH

Garmin Forerunner 235

ครบครันและคุ้มค่าสุดสำหรับคนส่วนใหญ่

9,690 บาท (11 ต.ค. 2018)

เช็คราคาบน Lazada

นอกจากนี้ คนที่วิ่งออกกำลังกายในเมืองหรือหมู่บ้าน ซึ่งอาจต้องมีการหยุดบ่อยครั้งเพื่อรอข้ามถนน จะรู้ดีว่านั่นทำให้ข้อมูลการวิ่งของคุณผิดเพี้ยนในนาฬิกา GPS รุ่นเก่าหลายรุ่น อย่างไรก็ตาม Forerunner 235 มีฟังก์ชั่นให้เรากำหนดการพักและชะลอได้แบบอัตโนมัติ เพื่อให้ข้อมูลที่บันทึกตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น

การแจ้งเตือนเมื่อความเร็วและอัตราการเต้นของหัวใจเกินกำหนดที่เราตั้งไว้ ถือเป็นอีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่หลายคนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อเป็นของขวัญให้ผู้ที่มีอายุ ซึ่ง Forerunner 235 สามารถแจ้งเตือนแบบ real-time ด้วยเสียงและระบบสั่น ขณะที่รุ่นที่ราคาถูกกว่าส่วนมากจะเป็นการแจ้งเตือนด้วยเสียงที่คล้ายนาฬิกาปลุกเท่านั้น

เราคิดว่า ความแม่นยำ ฟังก์ชั่นที่ครบถ้วน ความสะดวกในการใช้งาน ดีไซน์ และน้ำหนักเพียง 45 กรัม ทำให้ Forerunner 235 เป็นรุ่นที่คุ้มค่าและเหมาะสมที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่

Fitness tracker รุ่นที่ดีที่สุด : Garmin Vivosport 4

Garmin vivosport

สำหรับคนที่มองหา Fitness tracker เราเชื่อว่า Vivosport 4 เป็นรุ่นที่ดีที่สุดสำหรับคนส่วนมาก

เมื่อปี 2017 Lee Crane จากเว็บไซต์ Digital Trends ยกให้ Vivosport เป็นฟิตเนสแทร็คเกอร์ที่ดีที่สุดที่เว็บไซต์ของเขาเคยรีวิวมา โดยระบุว่ามันเหมาะกับผู้เริ่มใช้ไปจนถึงนักกีฬาที่ต้องการอุปกรณ์สวมใส่ข้อมือขนาดเล็กที่สามารถใส่ได้ทุกวัน เช่นเดียวกับรีวิวของเว็บไซต์ Techreview ที่ยกให้ Vivosport เป็นสายรัดข้อมือสำหรับออกกำลังกายที่ดีที่สุดของการ์มิน

Vivosport มีฟังก์ชั่นที่ครบครันสำหรับ Fitness tracker ในการตรวจวัดการออกกำลังกายของคุณ ตั้งแต่การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ การตรวจจับการเคลื่อนไหว การวัดระยะทางอัตโนมัติด้วย GPS ที่แม่นยำ แถมยังมีหน้าจอสีและรอวรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ในขนาดที่กะทัดรัดและแบตเตอรี่ที่มีอายุใช้งานต่อการชาร์จ 1 ครั้งยาวนานกว่าหลาย ๆ รุ่น

ถึงแม้ fitness tracker รุ่นอื่น ๆ จะมีฟังก์ชั่นคล้ายกันในการตรวจวัด จำนวนก้าวเดิน ก้าวขึ้นบันได ระยะทาง ไปจนถึงการนอนหลับ และพลังงานที่ใช้ไปในแต่ละวัน Vivosport โดดเด่นในด้านความแน่นอนและความแม่นยำในการเก็บข้อมูล ตามผลการทดสอบของเว็บไซต์ The Wirecutter ซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยี GPS และเซนเซอร์ที่มีประสิทธิภาพ ถึงแม้จะมีขนาดกะทัดรัดก็ตาม

นอกจาก Vivosport จะสามารถเก็บข้อมูลการนอนหลับ ระดับความเครียด โดยวัดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจได้แล้ว มันยังมาพร้อมกับโหมดการฝึกซ้อมต่าง ๆ รวมถึงกันน้ำได้ในระดับที่สามารถสวมใส่ขณะว่ายน้ำได้ (ถึงแม้จะยังไม่มีโหมดวัดระยะทางขณะว่ายน้ำ)

ความแม่นยำ ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของ Vivisport ซึ่งทำได้ดีกว่า fitness tracker รุ่นยอดนิยมหลายรุ่นอย่าง  Vivosmart HR+ Fitbit Flex 2 และ Fitbit Ionic จากการทดสอบของ The Wirecutter (ดูผลจากชาร์ตข้างบน) 

BEST TRACKER Garmin Vivosport 4

Garmin Vivosport

สำหรับคนที่ไม่ต้องการ smartwatch

7,290 บาท (11 ต.ค. 2018)

เช็คราคาบน Lazada

สิ่งที่ Vivosport และ fitness tracker ส่วนใหญ่ทำได้ดีกว่า smartwatch คืออายุการใช้งานต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยวำหรับ Vivosport รุ่นนี้ การ์มินอ้างว่าสามารถใช้งาน GPS ได้นานถึง 8 ชั่วโมง และมากถึง 7 วันในโหมดนาฬิกาปกติ

ด้วยแบตเตอรี่ที่ทำให้คุณใช้งานได้สะดวกโดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องแบตเตอรี่ขณะใช้งาน และขนาดที่เล็กกว่าทำให้คล่องตัวกว่า smartwatch และถึงแม้ Vivosport อาจมีหน้าจอแสดงผลที่เล็กกว่า smartwatch แต่ก็สามารถเชื่อมต่อและแสดงการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนได้เช่นกัน

ส่วนในชีวิตจริง รีวิวของเว็บไซต์ TechRadar กล่าวว่า ถ้าคุณออกวิ่งทุกวัน วันละ 2-3 ชั่วโมง คุณอาจจะต้องชาร์จ Vivosport ทุก 2 วัน และสามารถใช้งานในโหมดปกติในนานราว 5 วันโดยเฉลี่ย ทั้งนี้เนื่องจากแบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็ก การชาร์จแต่ละครั้งจึงใช้เวลาเพียงไม่นาน และยังใช้ได้นานกว่า Smartwatch แทบทุกรุ่น ขณะที่ หน้าจอสี OLED ของ Vivosport ยังสามารถมองเห็นได้ชัดเจนทั้งในที่มืดและกลางแดดจ้า เมื่อเทียบกับรุ่นอื่น ๆ อย่าง Samsung Fit 2

ตัวเลือกอื่น

Forerunner 635 645 และ 645 Music
ด้วยราคาที่แพงกว่ารุ่นที่เราแนะนำหลายพันบาท เราคิดว่ามันแพงเกินไปและไม่คุ้มค่าสำหรับคนส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม คนที่วิ่งเป็นประจำทุกวัน และจริงจังกับการจัดเก็บสถิติอาจได้ประโยชน์จาก Forerunner 635 ซึ่งมีฟังก์ชั่นสำคัญในการโอนถ่ายข้อมูลจากนาฬิกาแบบอัตโนมัติ แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่นักกีฬา เราเชื่อว่า Forerunner 235 ที่เราแนะนำก็สามารถรองรับการใช้งานได้ครบถ้วน

ผู้ใช้งานคนหนึ่งบนเว็บไซต์ Pantip ยังได้พูดถึงฟังก์ชั่นของ Forerunner 235 ในการใช้งานจริงไว้ว่า “ใส่ Garmin 235 ลงแข่งวิ่ง มินิ ไป 64 รายการ ฮาล์ฟ 44 รายการ ฟูลมาราธอน 2 รายการ … ตัวนี้ ตอบโจทย์ที่ต้องการได้หมดแล้ว จะไปซื้อตัวที่แพงกว่าเพื่ออะไร … วัดระยะโดย GPS แจ้ง Pace ทุกหนึ่งกิโล ชีพจร Real Time ดูกราฟหลังวิ่งได้อีก”

Vivofit 4
สำหรับคนที่ต้องการวัดผลการออกกำลังกายอย่างเดียว โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนให้วุ่นวาย Vivofit 4 น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือ มันสามารถตรวจวัดการออกกำลังกายได้แม่นยำ ตั้งแต่จำนวนก้าว ระยะทาง พลังงานที่ใช้ โดยไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่แต่อาศัยถ่านนาฬิกา ซึ่ง Garmin อ้างว่าสามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 1 ปีต่อการเปลี่ยนถ่านหนึ่งครึ่ง

เช่นเดียวกับรุ่น Vivosport ที่เราแนะนำ Vivofit 4 เป็นรุ่นที่กันน้ำและสามารถ และยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่ออ่านข้อมูลที่ละเอียดกว่า และดูสถิติการนอนหลับ ได้อีกด้วย

เราเชื่อว่า ความสะดวกที่ไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่บ่อย ๆ และการที่สามารถใช้งานโดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นให้ยุ่งยาก ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดกับการ sync ข้อมูลไปมา และแค่ต้องการ fitness tracker ที่มีคุณภาพสูงไว้ใช้กับตัวเอง

Forerunner 210 และ 220
Smartwatch ทั้งสองรุ่นที่ออกมาก่อนหน้า 235 นี้มีประสิทธิภาพและความแม่นยำเท่าเทียมกับรุ่นที่เราแนะนำ แต่ขนาดจอและรูปแบบเมนูที่ใช้งานยังถือว่าใช้งานได้สะดวกน้อยกว่า และยังมีโหมดการตรวจวัดกิจกรรมที่จำกัดกว่า แต่หากคุณสามารถหาซื้อได้ในราคาถูก เราคิดว่าทั้งสองรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน เช่นเดียวกับ Vivosmart HR+ ที่เว็บไซต์รีวิวหลายแห่งเคยแนะนำแนะนำ ซึ่งเลิกผลิตไปตั้งแต่ปีที่แล้ว

Apple Watch ?
เหตุผลหลักที่เรายังไม่แนะนำ Apple Watch รุ่นที่ผ่าน ๆ มา เป็นเพราะมันยังต้องอาศัย GPS ที่เชื่อมต่อจาก iPhone ในการติดตามเส้นทางการวิ่ง อีกทั้งยังมีอายุแบตเตอรี่ต่ำกว่า 24 ชั่วโมง ซึ่งสั้นกว่า smartwatch สำหรับออกกำลังกายส่วนใหญ่ ประกอบกับหน้าจอที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา Apple Watch Series 4 ที่เพิ่งเปิดตัวด้วยราคา $400 (และ $500 สำหรับรุ่นที่รองรับสัญญาณโทรศัพท์แบบ LTE ในตัว) พร้อมกับ iPhone XS และจะวางขายเร็ว ๆ นี้ มาพร้อมกับ watchOS 5 ที่ให้ความสำคัญกับด้านสุขภาพเป็นหลัก โดยเพิ่มฟีเจอร์ตรวจวัดอัตราเต้นของหัวใจ การแจ้งเตือนเมื่อพบความผิดปกติ การใช้งาน GPS แบบอัตโนมัติ และการรับสัญญาณโทรศัพท์แบบ LTE ได้ในตัว แต่ยังคงมีราคาที่แพงกว่ารุ่นที่เราแนะนำมาก และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยังคงอยู่ที่สูงสุดเพียง 18 ชั่วโมง

นอกจากนี้ยังมี smartwatch และ fitness tracker อีกหลายรุ่นที่เว็บไซต์ในต่างประเทศแนะนำ เช่น Samsung Gear Fit2 Pro, Fitbit Ionic, Fitbit Flex 2 ที่เราไม่ได้พิจารณาในการค้นคว้าข้อมูลครั้งนี้

ร่วมแสดงความเห็น

กลับขึ้นด้านบน