แปรงสีฟันไฟฟ้า ยี่ห้อและรุ่นไหนดีที่สุด

แปรงสีฟันไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดีที่สุด

จากการทดสอบและเปรียบเทียบข้อมูลเกี่ยวกับแปรงสีฟันไฟฟ้าที่มีวางขายในไทย เราเชื่อ แปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B Pro 1000 เป็นรุ่นที่ดีที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ และคุณอาจไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อรุ่นที่แพงกว่านี้

เราเชื่อว่า Oral-B Pro 1000 เป็นรุ่นที่คุ้มค่าที่สุด เพราะถึงแม้มันจะไม่มีฟังก์ขั้นสูงแบบรุ่นที่แพงกว่า แต่มันมาพร้อมกับฟังก์ชั่นที่สำคัญที่สุดสำหรับการใช้งานจริง ได้แก่ การจับเวลาการแปรงฟัน และการหาหัวแปรงที่ราคาถูกและมีให้เลือกมากที่สุด นั่นหมายถึงคุณจะสามารถใช้งานไปได้อีกนานพร้อมทั้งประหยัดเงินได้มากในระยะยาว

OUR PICK Oral-B Pro 1000

Oral-B Pro 1000

แปรงสีฟันไฟฟ้าที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ ประหยัดกว่าในระยะยาว

ราคา 3,990 บาท (21 ต.ค. 2019)

เช็คราคาบน Lazada เช็คสินค้า Flash Sale

หากคุณไม่อยากลงทุนเกิน 2 พันบาทสำหรับแปรงสีฟันไฟฟ้า หรือไม่ชอบหัวแปรงแบบกลมของ Oral-B เราคิดว่าตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในอันดับรองลงมา คือ แปรงสีฟันไฟฟ้า Philip Elite+ ถึงแม้จะมีราคาหัวแปรงที่แพงกว่าอยู่พอสมควร

นอกจากนี้ยังมี Oral-B Pro 500 (1,900-2,000 บาท) และ Vitality (1,000-1,500 บาท) ที่เป็นตัวเลือกในช่วงราคาใกล้เคียงกันที่น่าสนใจ อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อตัวเลือกอื่นด้านล่าง

RUNNER UP Philips Sonicare Elite+

Philips Sonicare Elite+

ตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดเป็นอันดับสองด้วยเสียงที่เงียบกว่า

ราคา 1,590 บาท (21 ต.ค. 2019)

เช็คราคาบน Lazada เช็คสินค้า Flash Sale


สารบัญ

  • แปรงสีฟันไฟฟ้า ใช้งานได้ดีจริงหรือ ?
  • แปรงสีฟัน Oral-B รุ่น Pro 1000 ที่เราแนะนำ
  • ตัวเลือกอันดับสอง Philips Elite+
  • ตัวเลือกอื่น

แปรงสีฟันไฟฟ้า ใช้งานได้ดีจริงหรือ ?

หนึ่งในข้อสงสัยเกี่ยวกับแปรงสีฟันไฟฟ้าสำหรับคนส่วนใหญ่ คือ มันใช้งานได้ดีจริงหรือไม่ ซึ่งเราสามารถยืนยันได้ว่ามีงานวิจัยจำนวนมากที่ยืนยันว่า แปรงสีฟันไฟฟ้านั้นช่วยขจัดคราบพลักและลดโอกาสเป็นโรคเหงือกอักเสบได้ดีมากกว่าแปรงสีฟันตามปกติ

ตามคำแนะนำของทันตแพทย์ส่วนใหญ่ แปรงสีฟันธรรมดานั้นก็เพียงพอสำหรับการดูแลรักษาฟันหากใช้อย่างถูกวิธี แต่คนส่วนใหญ่ (รวมถึงทีมงานของเรา) มักแปรงฟันไม่ถูกวิธีใน 2 ข้อหลัก ๆ ได้แก่:

  1. แปรงไม่ทั่วถึงและไม่ถูกวิธี
  2. แปรงแต่ละจุดไม่นานพอ

แปรงสีฟันไฟฟ้านั้นออกแบบมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ประการแรก คือ แปรงสีฟันไฟฟ้าส่วนใหญ่นั้นจะมาพร้อมกับฟังก์ชั่นจับเวลาเพื่อให้เรารู้ว่าแปรงฟันได้ครบ 2 นาทีตามคำแนะนำของแพทย์ โดยไม่แปรงน้อยหรือมากเกินไป

ประการที่สอง คือ หัวแปรงสีไฟฟันไฟฟ้านั้นทำงานโดยใช้การสั่น หมุน และขยับขึ้นลง ในทิศทางต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาของหลายคนที่มักแปรงฟันในทิศทางเดียว

ข้อเสียหลักของแปรงสีฟันฟ้า คือ มันมีราคาแพงกว่าแปรงธรรมดาหลายเท่าตัว และในระยะยาวการเปลี่ยนหัวแพงแต่ละครั้งก็มีราคาค่อนข้างสูงเช่นเดียวกัน ซึ่งคุณควรเปลี่ยนทุก ๆ 3-6 เดือน

นอกจากนี้ แปรงสีฟันไฟฟ้ายังต้องอาศัยการดูแลมากกว่าแปรงทั่วไป เพราะด้ามแปรงนั้นกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อใช้เสร็จควรเช็ดให้แห้งและไม่แช่ในน้ำเป็นเวลานาน เพื่อรักษาอายุการใช้งาน

แต่หากคุณเป็นคนที่ใส่ใจสุขภาพปากและฟัน เราเชื่อว่าแปรงสีฟันไฟฟ้านั้นถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับคุณ เพราะนอกจากประสิทธิภาพที่สูงกว่าแปรงสีฟันธรรมดาแล้ว มันยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการแปรงฟันให้ครบ 2 นาที ซึ่งเป็นกิจวัตรที่ดีต่อสุขภาพของคุณอย่างมากด้วย


รีวิวแนะนำ


แปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B รุ่น Pro 1000 ที่เราแนะนำ

ถึงแม้จะมีราคาค่อนข้างสูงและหาซื้อค่อนข้างยากกว่าแปรงสีไฟฟ้าของ Oral-B รุ่นอื่น ๆ เราคิดว่าด้วยราคาราว 3 พันบาท และอายุรับประกันนาน 2 ปี Oral-B Pro 1000 ยังถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่

นอกจากจะเป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับการรับรองโดยสมาคมทันตกรรมอเมริกัน (ADA) แล้วข้อดีที่สำคัญอีกข้อหนึ่งของ Pro 1000 คือ หัวแปรงของ Oral-B ที่หาซื้อได้ง่ายและมีหลายรุ่นให้เลือกมากกว่ายี่ห้ออื่น

OUR PICK Oral-B Pro 1000

Oral-B Pro 1000

แปรงสีฟันไฟฟ้าที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ ประหยัดกว่าในระยะยาว

ราคา 3,990 บาท (21 ต.ค. 2019)

เช็คราคาบน Lazada เช็คสินค้า Flash Sale

Oral-B Pro 1000 มาพร้อมกับหัวแปรงทรงกลม ที่หมุนด้วยความเร็ว 8,800 รอบ/นาที ซึ่งให้ความรู้สึกต่างจากการแปรงฟันปกติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ในช่วงแรก โดยมีราคาประมาณ 200-300 บาทต่อหัว ซึ่งนับว่าถูกกว่ายี่ห้อคู่แข่งอีกด้วย และยังมีหลายรุ่นให้เลือกใช้ตามความต้องการของแต่ละคนได้อีกด้วย

ข้อดีของแปรงสีฟันไฟฟ้าของ Oral-B รุ่น Pro ทุกรุ่นคือหัวแปรงนั้นจะทั้งหมุนและขยับขึ้นลงในขณะเดียวกันโดยหัวแปรงของ Pro 1000 จะเคลื่อนที่ขึ้น-ลงด้วยอัตรา 40,000 ครั้ง/นาที เท่ากับรุ่นที่แพงกว่านี้ของ Oral-B ขณะที่รุ่นเล็กกว่าอย่าง Pro 500 จะอยู่ที่ 20,000 ครั้ง/นาที และ

หนึ่งในฟังก์ชั่นที่สำคัญที่สุดในความเห็นของเรา คือ การจับเวลาในการแปรงฟันเพื่อให้ครบ 2 นาที โดย การจับเวลาของ Pro 1000 นั้นยังแบ่งการจับเวลาออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 30 วินาที ซึ่งเมื่อถึงเวลาจะสั่นเตือนเพื่อให้เราย้ายไปแปรงฟันที่มุมอื่นในช่องปากจนครบ 2 นาที

Pro 1000 มีสองโหมดให้เลือกใช้ ได้แก่ โหมดทำความสะอาดประจำวัน (Daily Clean) และโหมดนวดเหงือก (Gum Care) ซึ่งโดยส่วนใหญ่เรามักจะใช้โหมดแรกเป็นหลัก

อีกฟังก์ชั่นหนึ่งที่มาพร้อมกับแปรงรุ่นนี้ คือ การแจ้งเตือนแรงกดบนผิวฟัน โดยตัวแปรงจะสั่นเตือนเมื่อคุณใช้แรงกดมากเกินไป เพื่อป้องกันความเสียหายกับเหงือกและฟัน อย่างไรก็ตาม เราคิดว่ามันไม่ใช่ฟังก์ชั่นที่จำเป็นนัก และบางรีวิวยังบอกว่ามันต้องอาศัยแรงกดอย่างมากกว่าจะแจ้งเตือน

ในการใช้งานจริง สิ่งที่คุณจะได้จาก Pro 1000 นั้นแทบไม่ต่างจากรุ่นที่แพงกว่า อย่าง Pro 3000 และ Pro 5000 เพราะฟังก์ชั่นที่อื่น ๆ ที่คุณจะได้จากรุ่นที่แพงกว่านั้นเป็นฟังก์ชั่นที่เราคิดว่าไม่จำเป็น เช่น โหมดขัดฟันขาว เป็นต้น

Pro 1000 จะสามารถใช้งานได้ติดต่อกัน 5 วัน ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง (คำนวณจากการใช้งานวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 นาที ซึ่งไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับคนที่วางแปรงไว้บนที่ชาร์จไฟเป็นประจำหลังจากใช้งาน


แปรงสีฟันไฟฟ้า Philips Sonicare Elite+

สำหรับคนที่ต้องการลองใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าหรือไม่ต้องการเสียเงินมากจนเกินไป เราคิดว่า Philips Sonicare Elite+ เป็นแปรงสีฟันไฟฟ้าที่ราคาย่อมเยาว์และคุ้มค่าที่สุด แม้จะมีหัวเปลี่ยนที่แพงกว่าและมีตัวเลือกน้อยกว่า

นอกจาก Philips Sonicare Elite+ จะมีราคาเริ่มต้นถูกกว่า Pro 1000 ที่เราแนะนำ มันยังมีเสียงที่เบากว่าในการใช้งานอีกด้วย

RUNNER UP Philips Sonicare Elite+

Philips Sonicare Elite+

ตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดเป็นอันดับสองด้วยเสียงที่เงียบกว่า

ราคา 1,590 บาท (21 ต.ค. 2019)

เช็คราคาบน Lazada เช็คสินค้า Flash Sale

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของแปรงสีฟันไฟฟ้าของ Philips รุ่นนี้ คือ อายุแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานถึง 10 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 นาที) ซึ่งนานกว่า Pro 1000 มากพอสมควร และถึงแม้หลายคนอาจชาร์จแบตเตอรี่เป็นประจำอยู่แล้ว เราคิดว่าการที่มีแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นนั้นถือเป็นข้อดีในกรณีที่คุณอยากพกพาไปใช้นอกสถานที่

เช่นเดียวกับรุ่น Pro 1000 ฟังก์ชั่นการจับเวลาของ Sonicare Elite+ แบ่งการจับเวลาออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 30 วินาที ซึ่งเมื่อถึงเวลามันจะสั่นเตือนเพื่อให้เราย้ายไปแปรงฟันที่มุมอื่นในช่องปาก

Sonicare Elite+ ยังมีฟังก์ชั่นตรวจจับแรงกด ที่แม้เราจะมองว่าไม่สิ่งที่จำเป็นนัก มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่ที่จะมีฟังก์ชั่นนี้ไว้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียที่สำคัญของแปรงสีฟันไฟฟ้า Philips คือ หัวแปรงที่ทั้งราคาแพงกว่า (250-400 บาทต่อชิ้น เทียบกับของ Oral-B ที่ 150-300 บาท) และยังมีตัวเลือกให้น้อยกว่า Oral-B แต่สำหรับคนที่ชอบหัวแปรงทรงดั้งเดิม เรายังคิดว่า Sonicare Elite+ เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด


ตัวเลือกอื่น

จากการสำรวจตลาดในไทย เราคิดว่าคุณควรเลือกระหว่าง Philips และ Oral-B เพราะเป็นสองยี่ห้อที่หาซื้อหัวแปรงได้ง่ายกว่ายี่ห้ออื่น ๆ อย่างชัดเจน นอกจากนี้คุณยังสามารถมั่นใจได้ว่าสามารถเคลมประกันเมื่อเกิดปัญหา

Oral-B Pro 500
แปรงสีฟันที่ได้รับความนิยมอย่างมากอีกรุ่นหนึ่งของ Oral-B มีราคาถูกกว่ารุ่น Pro 1000 ที่เราแนะนำประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนข้อแตกต่างนั้นอยู่ที่มันที่ไม่มีการจับเวลาแบบแบ่งส่วน 30 วินาที ไม่มีเซ็นเซอร์แรงกด นอกจากนี้มันยังเลือกโหมดในการใช้งานได้เพียงสปีดเดียว ผู้ใช้งานหลายคนจึงมองว่ามันเหมาะกับคนที่ใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าอยู่แล้ว

Oral-B Vitality
เช่นเดียวกับ Pro 500 แปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B Vitality ไม่มีการจับเวลาแบบแบ่งส่วน 30 วินาทีและฟังก์ชั่นเสริมอื่น ๆ นอกจากนี้มันยังไม่มีการแสดงไฟระหว่างการชาร์จไฟจึงทำให้ไม่แน่ใจว่าชาร์จเต็มหรือยัง นอกจากนี้มัน อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาราว 1 พันต้น ๆ เราคิดว่ามันเป็นตัวเลือกราคาประหยัดที่ดีอีกรุ่นหนึ่ง

Oral-B Pro 3000
แปรงสีฟันไฟฟ้าของ Oral-B รุ่นนี้ เป็นอีกรุ่นที่เราคิดว่าใกล้เคียงกับรุ่นที่เราแนะนำอย่างมาก ด้วยราคาที่แพงกว่าประมาณ 1 พันบาท คุณจะได้หัวแปรงแถมมาด้วย 3 ชิ้น (Pro 1000 มีเพียง 1 ชิ้น) และฟังก์ชั่นอื่น ๆ ที่ถึงแม้เรามองว่าไม่จำเป็นแต่ก็ถือว่าเป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาในราคาไม่มากนัก เราคิดว่าหากคุณต้องการอัพเกรดจากรุ่นที่เราแนะนำ Pro 3000 น่าจะเป็นรุ่นที่คุ้มค่าที่สุด ขณะที่ Pro 5000 นั้นค่อนข้างแพงเกินไปเมื่อเทียบกับฟังก์ชั่นที่ได้เพิ่มมา


 

กลับขึ้นด้านบน