เราเตอร์ใส่ซิม (4G Router) ยี่ห้อและรุ่นไหนดีที่สุด

4G Router แบใส่ซิมได้ รุ่นไหนดี

จากการค้นคว้าข้อมูลและทดสอบ 4G Router แบบใส่ซิมหลายยี่ห้อ เราเชื่อว่า TP-Link Archer MR200 เป็นรุ่นที่ดีที่สุดในการใช้งานจริงสำหรับคนส่วนใหญ่

ถึงแม้จะถือว่ามีราคาสูงกว่าเราเตอร์แบบใส่ซิมส่วนใหญ่ TP-Link MR200 เป็นเราเตอร์แบบ Dual Band ที่รองรับการเชื่อมต่อความเร็วสูง นอกจากนี้ยังใช้งานได้สะดวกกว่ายี่ห้ออื่นที่เราทดสอบ

ข้อสำคัญของเราเตอร์แบบใส่ซิมได้รุ่นนี้ คือการจับสัญญาณ 4G ได้อย่างรวดเร็วและเชื่อมต่อได้อย่างเสถียรในการทดสอบของเรา นอกจากนี้ยังสามารถกระจายสัญญาณแบบ Dual-Band ที่ทำให้ได้เปรียบในการใช้งานในพื้นที่ที่มีสัญญาณ Wi-Fi อื่นรบกวนเป็นจำนวนมาก

ถึงแม้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่อาจใช้กับซิมอินเทอร์เน็ตแบบจำกัดความเร็วสูงสุดที่ 1-8 Mbps เราคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะลงทุนกับเราเตอร์รุ่นนี้ ที่สามารถนำไปใช้งานกับอินเทอร์เน็ต ADSL หรือรูปแบบอื่น ๆ ได้อนาคต รวมถึงการรับประกันศูนย์ 3 ปี (เทียบกับ 1 ปีของ D-Link)

OUR PICK เราเตอร์ 4G ยี่ห้อไหนดี

TP-Link Archer MR200

เราเตอร์ 4G แบบ Dual Band

ราคา 3,590 บาท (24 ต.ค. 2018)

เช็คราคาบน Lazada

แต่หากคุณกำลังมองหาเราเตอร์แบบใส่ซิมไว้ใช้ที่บ้านเป็นหลัก และไม่อยากลงทุนมากเกินไปกับเราเตอร์หนึ่งตัว TP-Link Archer MR6400 ซึ่งเป็นรุ่น Single Band ก็อาจเพียงพอแล้วต่อการใช้งานสำหรับคุณ

ถึงแม้เราคิดว่ามันจะไม่คุ้มค่ากับราคาเมื่อเทียบกับ TP-Link MR200 ที่เราแนะนำ แต่ MR6400 สามารถทำงานได้ดีไม่แพ้กันโดยเฉพาะกับการใช้งานกับซิมแบบจำกัดความเร็วในที่พักอาศัยทั่วไป

MR 6400 ยังถือเป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพในการใช้งาน เมื่อเทียบกับ Pocket Wi-Fi และ 4G Router ที่มีราคาใกล้กัน เช่น D-Link DWR921 หรือ Yeacomm YF118 เป็นต้น

RUNNER-UP TP-Link Archer MR6400

TP-Link Archer MR6400

4G Router ที่ใช้งานได้สะดวก

ราคา 2,700 บาท (24 ต.ค. 2018)

เช็คราคาบน Lazada


สารบัญ

  • เราเตอร์แบบใส่ซิมได้เหมาะกับใคร
  • 4G Router หรือ Pocket Wi-Fi ดีกว่ากัน
  • Wi-Fi แบบ Dual Band คืออะไร
  • ทำไมเราถึงแนะนำ TP-Link MR200
  • ตัวเลือกอื่น ๆ

เราเตอร์แบบใส่ซิมได้เหมาะกับใคร

ข้อแตกต่างที่สำคัญ ระหว่าง 4G Router กับโมเด็มเราเตอร์ปกติ อยู่ตรงที่ความสามารถในการเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต 3G/4G LTE จาก SIM card มากระจายต่อในรูปแบบ Wi-Fi ได้

ดังนั้น หากคุณต้องการนำมาใช้กับอินเทอร์เน็ตแบบไฟเบอร์หรือ ADSL คุณแทบไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ Router 4G ซึ่งมีราคาแพงกว่ารุ่นสเปคใกล้กันแบบไม่รองรับ 4G

เหตุผลสำคัญที่หลายคนสนใจเราเตอร์แบบใส่ซิม คือ ความคล่องตัวในการใช้งาน เช่น การนำไปใช้ที่บ้านพักตากอากาศในวันหยุด การประชุมนอกสถานที่ และการใช้ในคอนโดหรือหอพักแทนที่การติดสัญญา 1 ปีกับบริษัทอินเทอร์เน็ต หรือนำไปใช้กับ ซิมอินเทอร์เน็ตแบบไม่จำกัดการใช้งาน เช่น “ซิมเทพ” ที่มีความเร็วสูงสุด 4 Mbps แบบไม่จำกัด เป็นต้น

Router 4G ของ TP-Link รุ่นไหนดี

4G Router หรือ Pocket Wi-Fi ดีกว่ากัน

เราเตอร์แบบใส่ซิม สามารถปล่อยสัญญาณได้เสถียรว่า Pocket Wi-Fi หรือ personal hotspot จากสมาร์ทโฟน และมีระยะสัญญาณที่ไกลกว่าอย่างแน่นอน อีกทั้งยังมีข้อดีตรงที่คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับแบตเตอรี่เพราะอาศัยไฟบ้าน

แต่หากคุณต้องการ Wi-Fi แบบพกพา Pocket Wi-Fi ยังเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ด้วยข้อได้เปรียบในด้านความกะทัดรัดและแบตเตอรี่ นอกจากนี้ Pocket Wi-Fi ส่วนใหญ่ยังสามารถกระจายสัญญาณในพื้นที่ 1 ห้องได้ไม่ต่างจาก 4G Router

ถึงแม้จะเคยมีผู้ใช้งานบน Pantip ทดลองนำ 4G Router มาเสียบเข้ากับ power bank เพื่อพกพาไปใช้ในที่ต่าง ๆ ซึ่งหากนั่นเป็นจุดประสงค์ของการใช้งานของคุณ 4G Router อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสม

Wi-Fi แบบ Dual Band คืออะไร

คำว่า Band ในที่นี้หมายถึงย่านสัญญาณที่เราเตอร์ของคุณสามารถกระจายสัญญาณได้ เราเตอร์แบบ Dual-Band ต่างจากเราเตอร์แบบดั้งเดิมตรงที่มันสามารถกระจายสัญญาณ Wi-Fi ได้ 2 ย่านความถี่ ได้แก่ 2.4 Ghz และ 5 Ghz ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกันระหว่าง 2 ย่านนี้คือความเร็วในการรับส่งข้อมูล

ในทางทฤษฎี Wi-Fi 2.4 Ghz ซึ่งมาพร้อมกับเราเตอร์แบบ Single-Band ส่วนใหญ่จะสามารถรองรับความเร็วสูงสุดได้ราว 600 Mbps ขณะที่ Wi-Fi 5Ghz นั้นสามารถรองรับความเร็วสูงสุดได้ถึง 1300 Mbps

แต่นั่นยังต้องคำนึงถึงมาตรฐาน Wi-Fi ที่เราเตอร์แต่ละรุ่นรองรับ เช่น 802.11b, 802.11g, 802.11n หรือ 802.11ac เช่นเดียวกับเทคโนโลทางฝั่งของอุปกรณ์รับสัญญาณของคุณ

คลื่น 2.4 Ghz ที่ยาวกว่า 5 Ghz นั้นทำให้สามารถส่งสัญญาณได้ไกลกว่าคลื่น แต่ข้อเสียของย่านความถี่ 2.4Ghz นั้น คือมันมักจะแออัดไปด้วยสัญญาณจากอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์ไร้สาย รีโมทต่าง ๆ ไปจนถึง เราเตอร์ที่มีวางขายทั่วไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งการเชื่อมต่อและความเร็ว

ย่านความถี่ 5 Ghz นั้นถูกใช้โดยอุปกรณ์ต่าง ๆ น้อยกว่า ทำให้ไม่แออัดและมีความเสถียรกว่าในพื้นที่ที่มีสัญญาณ Wi-Fi จำนวนมาก ถึงแม้จะทะลุทะลวงผ่านกำแพงและสิ่งกีดขวางได้ด้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม ในการใช้งานกับซิมอินเทอร์เน็ตแบบไม่จำกัดการใช้งานซึ่งมีความเร็วสูงสุดราว 1-8 Mbps
ความเร็วสูงสุดที่ได้นั้นแทบจะไม่ต่างกัน

ทำไมเราถึงแนะนำ TP-Link MR200

เราเตอร์แบบใส่ซิมได้ TP-Link MR200

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ 4G Router ที่ดี คือ การจับสัญญาณจากซิมการ์ดได้รวดเร็ว และกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียร ซึ่งทั้งสองข้อนี้เป็นจุดเด่นของ TP-Link MR200 เมื่อเทียบกับรุ่นอื่น ๆ ที่เราทำการทดสอบ

นอกจากจะรองรับอุปกรณ์ได้พร้อมกันสูงสุด 64 เครื่องแล้ว การที่ TP-Link MR200 เป็นเราเตอร์แบบ Dual Band ที่รองรับการปล่อยสัญญาณ 5 Ghz ยังทำให้มีประโยชน์ในการใช้งานตามคอนโดที่ไม่ต้องการระยะสัญญาณที่ไกล และหลีกเลี่ยงช่องสัญญาณ 2.4 Ghz ที่แออัดได้ ถึงแม้ในการทดสอบความเร็วภายในบ้านที่ไม่มีสัญญานรบกวนเราจะเห็นได้ว่า 2.4 Ghz และ 5 Ghz นั้นให้ความเร็วไม่ต่างกันก็ตาม

ในด้านการใช้งานจริง TP-Link MR200 ใช้เวลาน้อยกว่า 1 นาที นับตั้งแต่เสียบปลั๊ก ในการจับสัญญาณ 4G และเริ่มกระจายสัญญาณต่อให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ใช้งานได้

ถึงแม้นั่นอาจฟังดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่มันถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราไม่แนะนำเราเตอร์บางรุ่น เช่น D-link DWR921 ซึ่งในการเปิดเครื่องแต่ละครั้ง ต้องใช้เวลาเชื่อมต่อสัญญาณ 4G เป็นเวลาราว 30-45 วินาที ซึ่งนอกจากจะนานเกินไปแล้ว มันยังทำให้เกิดความลำบากในการใช้งาน เพราะเราต้องคอยเช็คบนตัวเราเตอร์ให้แน่ใจว่าเราเตอร์นี้หาซิมเจอหรือไม่ นอกจากนี้การจับสัญญาณได้เร็วยังเพิ่มความสะดวกสำหรับคนที่ต้องนำไปใช้นอกสถานที่บ่อย ๆ อีกด้วย


รีวิวแนะนำ


ข้อดีอีกอย่างหนึ่งในด้านความสะดวกในการใช้งานของเราเตอร์รุ่นนี้ คือถาดใส่ซิมที่รองรับ SIM ได้หลายขนาด ต่างจากหลายรุ่นที่ต้องนำซิมขนาดเต็มมาใช้งาน โดยเฉพาะในปัจจุบันสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้ Nano-Sim แล้ว

ดีไซน์สีดำเงา และรูปทรงที่เรียบและแบนของ MR200 ยังดูดีกว่า Router ส่วนใหญ่ และสามารถวางไว้บริเวณที่มองเห็นได้โดยไม่รู้สึกขัดตา

MR200 ยังถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับคนที่คาดว่าอาจไม่ได้ใช้งาน 4G LTE เพียงอย่างเดียวในอนาคต เพราะมันยังถือเป็นโมเด็มเราเตอร์ที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับเราเตอร์ Dual Band ส่วนใหญ่ ถึงแม้จะมีราคาที่แพงกว่า

ถาดใส่ซิมของเราเตอร์

การใช้งานเราเตอร์กับ “ซิมเทพ” ของทรูมูฟ

จากการทดสอบเราเตอร์ 2 รุ่นกับ ซิมเทพ ของทรูมูฟ เราพบว่าสามารถใช้งานได้ปกติ โดยทำความเร็วได้เฉลี่ย 3.8Mbps – 4.1 Mbps ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ใช้งาน สามารถดู Netflix YouTube ใช้งานอีเมล และโซเชียลมีเดียได้โดยไม่รู้สึกช้าจนเป็นปัญหา และอาจมีช้าบ้างเมื่อต้องการสตรีมวิดีโอแบบ HD

Tips: พนักงานขายหลายคนบอกกับทีมงาน roonnhaidee ว่าวิธีที่ดีที่สุดก่อนนำซิมไปใช้กับอุปกรณ์อื่น ๆ คือให้ activate ซิมและนำไปใช้งานอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนก่อน เพื่อให้ซิมได้รับการตั้งค่าอินเทอร์เน็ตตามปกติให้เรียบร้อยโดยอัตโนมัติ

ทดสอบความเร็ว Tp-Link M200 สัญญาณ 5Ghz

ตัวเลือกอื่น ๆ

TP-Link MR6400 เป็นเราเตอร์ที่หน้าตาคล้ายกับรุ่นที่เราแนะนำและมีราคาค่อนข้างสูงเช่นกัน แต่ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ มันรองรับเฉพาะ 2.4 Ghz เท่านั้น จึงทำให้เป็นตัวเลือกที่เราไม่แนะนำ รวมถึงยังมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรุ่น Single Band ด้วยกัน เราคิดว่า MR6400 อาจเป็นหนึ่งในรุ่นที่น่าสนใจรองลงมาในช่วงราคา 2,500-3,000 บาท

D-Link DWR921 เป็นหนึ่งในเราเตอร์แบบใส่ซิมแบบ Single Band รุ่นยอดนิยมที่มีราคาใกล้เคียงกับ MR6400 และสามารถทำความเร็วได้ไม่ต่างกัน แต่มีข้อเสียในด้านการจับสัญญาณ 4G จากซิม ที่ทำได้ช้ากว่ากว่ารุ่นที่เราแนะนำ (อาจไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่นำไปใช้ในที่พักอาศัยและไม่ได้เปิด-ปิด Router บ่อยๆ) รวมถึงในเรื่องของดีไซน์ที่เรามองว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้

ข้อเสียอีกอย่างของ Router ค่าย D-Link รุ่นนี้ คือมันไม่มีถาดใส่ซิม และต้องใช้ซิมขนาดเต็มเท่านั้นทำให้อาจไม่สะดวกในการสลับซิมจากสมาร์ทโฟนมาใช้งาน และรู้สึกไม่แน่ใจว่าใส่ได้พอดีไหม

นอกจากนี้ในด้านดีไซน์ DWR-921 ยังมีความเทอะทะกว่ารุ่นที่เราแนะนำ นอกจากนี้ด้วยราคาที่นับว่าค่อนข้างสูงสำหรับเราเตอร์ชนิด Single-Band รวมถึงอายุประกันที่น้อยกว่า MR200 และ MR6400 ที่เราแนะนำ

Huawei B310 และ Yeacomm YF118 เราเตอร์ใส่ซิมทั้งสองรุ่นนี้มีราคาราว 2,400 และ 2,800 บาท และรองรับการใช้งานแบบ Single Band เท่านั้น และเมื่อเทียบกับ D-Link DWR-921 ที่ราคาใกล้กันแล้ว ยังมี Port LAN น้อยกว่า เรายังไม่ชอบการดีไซน์ที่ออกแบบมาให้วางแนวตั้งเท่านั้น รวมถึงยังไม่แน่ใจในเรื่องของการรับประกัน

Kasda AC1200 เรายังไม่เคยได้ทดสอบเราเตอร์รุ่นนี้ที่ระบุว่ารับประกันตลอดอายุการใช้งาน แต่จากการเปรียบเทียบกับราคาที่สูงกว่า 4,000 บาท กับสเป็คที่ยังไม่รองรับ Dual-Band เราคิดว่ามันไม่คุ้มค่าที่จะซื้อรุ่นนี้

ร่วมแสดงความเห็น

กลับขึ้นด้านบน