วิธีเลือกซื้อทีวี Smart TV สำหรับปี 2021

วิธีเลือกซื้อทีวี สมาร์ททีวี

วิธีเลือกซื้อทีวี สำหรับปี 2021 ในยุคที่ Smart TV แทบทุกยี่ห้อมีราคาถูกลงมาก ทำให้เราสามารถหาทีวีคุณภาพดีได้ในราคาที่ประหยัด ขณะเดียวกันก็มีเทคโนโลยีต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่อะไรบ้างที่จำเป็นและอะไรที่ยังไม่ควรเสียเงินซื้อในตอนนี้ เพราะหลายคนคงทราบดีว่าเทคโนโลยีของโทรทัศน์ในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วแค่ไหน

แน่นอนว่าการเลือกซื้อทีวีมาใช้นั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้งานเป็นหลัก และสำหรับคนที่กำลังเลือกซื้อทีวีในปี 2564 ไม่ว่าจะเป็น Smart TV หรือ LED LCD หรือ OLED หรือ 4K ก็ตาม เรารวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ วิธีเลือกซื้อทีวี เพื่อให้คุณซื้อรุ่นที่มีขนาดและฟังก์ชั่นที่เหมาะสำหรับการใช้งานจริงที่สุด

TLDR: หากคุณขี้เกียจอ่านทั้งแปดข้อข้างล่างนี้ เราขอสรุปให้ฟังสั้น ๆ ว่า สำหรับคนที่ต้องการสมาร์ททีวีที่คุ้มค่าที่สุด ณ ตอนนี้ คุณควรเลือกซื้อทีวีที่รองรับความละเอียดแบบ 4K เพราะในอนาคตอันใกล้มันจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่า (แต่ยังไม่จำเป็นต้องซื้อทีวี 8K ซึ่งตอนนี้ยังมีราคาสูง)

นอกจากนี้ หากเป็นไปได้คุณควรเลือกทีวีที่รองรับเทคโนโลยี HDR และหากมีงบพอ คุณอาจเลือกจอทีวีแบบ OLED ซึ่งให้ความลึกของสีได้ดีกว่า จอ LED LCD แต่มันก็จะมีราคาแพงกว่าเช่นกัน

ในส่วนของค่า refresh rate คุณควรเลือกรุ่นที่มีค่าสูงกว่า 120 Hz เป็นอย่างน้อย และควรเลือกทีวีที่มีจำนวนพอร์ต HDMI ยิ่งมากยิ่งดี (อย่างน้อย 4 พอร์ต) เพราะจะช่วยให้คุณไม่ต้องสายถอดเข้า-ออกเมื่อใช้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ

ทีวีในสมัยนี้ส่วนใหญ่ต่างก็เป็นสมาร์ททีวีอยู่แล้ว ซึ่งหมายความว่ามันสามารถใช้งานแอปพลิเคชั่นและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ อย่างไรก็ตาม บางรุ่นอาจใช้งานได้ง่ายกว่ารุ่นอื่น ทั้งนี้ความสะดวกในการใช้งานเป็นอะไรที่คุณควรลองใช้งานจริงก่อนตัดสินใจซื้อ


รีวิวแนะนำ


8 สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อทีวี

วิธีเลือกขนาดจอทีวี

1. วิธีเลือกขนาดจอทีวีให้เหมาะสม

ขนาดของจอทีวีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณต้องพิจารณาในการซื้อทีวีเครื่องใหม่ คุณควรคำนึงว่าที่ที่คุณนั่งดูทีวีนั้นห่างจากทีวีมากแค่ไหน ซึ่งกฎง่าย ๆ คือ คุณควรจะนั่งห่างจากทีวีเป็นระยะมากกว่าสามเท่าของความสูงของจอทีวี เช่น ถ้าจอสูง

จากนั้นจึงเลือกจอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่สามารถวางได้อย่างเหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ขนาด 50-65 นิ้วสำหรับวางในห้องนั่งเล่น โดยหากคุณดูทีวีและสามารถมองเห็นจุดพิกเซลได้ นั่นหมายความว่าคุณนั่งใกล้เกินไปหรือทีวีมีขนาดใหญ่เกินไป (ต้องพิจารณาด้วยว่าคุณอาจไม่ได้ชมภาพที่เป็นความละเอียด 4K เป็นประจำ)

ขนาดจอที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่จะดูทีวีพร้อมกันด้วย เช่น ถ้าคุณดูทีวีพร้อมกันทั้งครอบครัวสี่คน คุณอาจต้องการทีวีขนาดใหญ่กว่าการดูคนเดียวเป็นหลักเพื่อให้ทุกคนสามารถได้ชมภาพได้อย่างสบายตา

2. ความละเอียดต้องมากแค่ไหน

เวลาเราพูดถึงความละเอียดของจอทีวีนั้นเรากำลังพูดถึงจำนวนของพิกเซลบนหน้าจอที่ใช้แสดงสีสันให้เราได้เห็น การที่จอภาพมีพิกเซลมากกว่า (หรือหนาแน่นกว่า) ย่อมหมายถึงความละเอียดและความคมชัดที่สูงกว่า ดังนั้นเราอาจพูดได้ง่าย ๆ ว่าค่าความละเอียดนั้นยิ่งสูงยิ่งดี

Full HD คือ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งถือได้ว่าเป็นความละเอียดมาตรฐานของทีวีส่วนใหญ่ทั่วโลก ก่อนที่จะมีเทคโนโลยีที่มีความละเอียดสูงกว่านั้นที่เรียกว่า Ultra HD หรือ 4K ซึ่งมีความหนาแน่นของพิกเซลมากกว่า Full HD ถึง 4 เท่า ด้วยความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล

  • Full HD: 1920 x 1080 พิกเซล
  • 4K (UltraHD): 3840 x 2160 พิกเซล
  • 8K: 7,680 x 4,320 พิกเซล

คำแนะนำในการเลือกซื้อทีวี

ทีวี 4K นั้นจะให้ความคมชัดในรายละเอียดมากกว่า รวมถึงตัวหนังสือที่จะมีความคมชัดกว่า ที่สำคัญวิดีโอแบบ 4K นั้นสามารถรับชมได้ง่ายขึ้นและกำลังเป็นที่แพร่หลายกว่าแต่ก่อนมาก เช่น การรับชมผ่าน Netflix หรือ YouTube

ปัจจุบันมีความละเอียดแบบ 8K เพิ่มเข้ามาในทีวีรุ่นใหม่ ๆ บางรุ่น ซึ่งจะมีความละเอียดมากกว่า 4K ถึง 4 เท่า และแต่ปัจจุบันวิดีโอ 8K นั้นยังถือว่าหายากและยังไม่คุ้มค่าที่จะจ่ายเงินจำนวนมากสำหรับทีวี 8K เหล่านี้ เราคิดว่าคุณควรรออีกสัก 1-2 ปี เพื่อให้ 8K กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่แพร่หลายกว่านี้ และทีวีแบบ 4K ก็เพียงพอต่อการใช้งานในปัจจุบันและ 3 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน

3. คำว่า HDR บนทีวีหมายถึงอะไร

หากคุณต้องการสีสันที่มากกว่าทีวี 4K ทั่วไป คุณอาจเลือกรุ่นที่รองรับฟีเจอร์ HDR (high dynamic range) ซึ่งจะมาพร้อมชื่ออย่าง “HDR10” หรือ “4K Premium” และ “Dolby Vision” โดยทีวีเหล่านี้จะสามารถแสดงเฉดสีได้ในช่วงที่กว้างกว่าทีวี 4K ทั่วไป รวมถึงความแตกต่างของส่วนที่สว่างและมืดของภาพ (contrast) ดังนั้นส่วนที่มืดก็จะสามารถมืดได้กว่าทีวี 4K ทั่วไป โดยที่ ภาพของเครื่องรุ่นที่รองรับ Dolby Vision นั้นแสดงผลได้ดีกว่า HDR10

มาตรฐาน HDR และ Dolby Vision เป็นเทคโนโลยีที่เป็นเหมือนการอัพเกรดต่อจากทีวี 4K เดิม ทั้งนี้ ทีวี Full HD (1080p) ปกติจะยังไม่มีเทคโนโลยีนี้ ทั้งนี้มันยังถือเป็นมาตรฐานที่ยังไม่คงที่และอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตซึ่งเว็บไซต์ Display Ninja สรุปเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียด

4. Refresh Rate คืออะไร

Refresh rate คือ ค่าที่บ่งบอกอัตราความถี่ในการแสดงผลบนหน้าจอ โดยจะระบุไว้เป็นหน่วย Hertz (Hz) โดยจอที่มีค่า refresh rate อยู่ที่ 60 Hz จะแปลว่าภาพบนหน้าจอนั้นจะถูกปรับเปลี่ยน 60 ครั้งต่อ 1 วินาทีซึ่งแปลว่ามันสามารถแสดงผลสูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที (fps)

ทีวีสำหรับดู Netflix

ยิ่งภาพถูกปรับเปลี่ยนบ่อยครั้งมากเท่าไหร่ในเวลาเท่าเดิม ก็จะยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวของภาพที่ได้นุ่มนวลและเรียบเนียนมากขึ้น ทั้งนี้ค่ refresh rate มาตรฐานเดิมนั้นอยู่ที่ 60 Hz แต่ปัจจุบันผู้ผลิตหลายรายได้เพิ่มความถี่ขึ้นสองเท่าตัวเป็น 120 Hz ซึ่งเท่ากับสามารถแสดงผลได้สูงสุดถึง 120 เฟรมต่อวินาที

แต่เนื่องจากวิดีโอส่วนใหญ่ยังไม่มีภาพที่มีจำนวนเฟรมต่อ 1 วินาทีมากเกิน 60 เฟรมมากนัก ดังนั้นทีวีที่มี refresh rate สูง ๆ จะทำงานโดยแทรกภาพสีดำไว้ระหว่างเฟรมเพื่อหลอกตาของผู้ชม ขณะที่บางรุ่นอาจแทรกภาพที่แสดงความเคลื่อนไหวระหว่างเฟรมปัจจุบันและเฟรมถัดไป โดยในปัจจุบันทีวีรุ่นใหม่ ๆ บางรุ่นจะรองรับเทคโนโลยีที่ชื่อ High-Frame Rate (HFR) ซึ่งน่าจะเริ่มมีให้เห็นในการใช้งานจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น หากเป็นไปได้เราแนะนำให้คุณลงทุนซื้อรุ่นที่มี refresh rate มากกว่า 120 Hz ขึ้นไป เพื่อรองรับเทคโนโลยีดังกล่าว

5. จำนวนพอร์ต HDMI

คุณอาจคิดว่าจำนวนพอร์ต HDMI นั้นไม่สำคัญแต่ในการใช้งานจริงคุณจะพบว่ามันถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว หากคุณต้องการใช้งานทั้ง ซาวด์บาร์, Apple TV, Play Station และอื่น ๆ การมีจำนวนพอร์ต HDMI ที่มากพอจะทำให้คุณไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์เข้าออก

สมาร์ทีวีราคาถูกมักจะลดต้นทุนด้วยการลดจำนวนพอร์ตต่าง ๆ ออกไป เราคิดว่าคุณควรมองหาทีวีที่มีพอร์ต HDMI อย่างน้อย 3-4 พอร์ต นอกจากนี้ หากคุณเลือกลงทุนในทีวี 4K แล้ว คุณควรเลือกรุ่นที่รองรับ HDMI 2.0 ซึ่งจะรองรับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่แพร่หลายมากขึ้นในอนาคต

6. Smart TV ที่ใช้งานได้สะดวก

ทีวีส่วนใหญ่ที่วางขายในปัจจุบันนั้นเป็น Smart TV อยู่แล้ว กล่าวคือมันสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi และใช้บริการสตรีมมิ่งต่าง ๆ เช่น Netflix หรือ YouTube ได้ในตัว หรือแม้แต่เล่นเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ (ซึ่งใช้งานไม่สะดวกอย่างยิ่ง!)

ต่างจากสมาร์ททีวีเมื่อ 2-3 ปีก่อน ทีวีรุ่นใหม่ ๆ มาพร้อมกับรูปแบบการใช้งานที่สะดวกกว่าเดิมมาก โดยบางยี่ห้อ เช่น LG, Samsung, Sony นั้นมาพร้อมกับปุ่มเลือกใช้งานแอปต่าง ๆ ที่ทำให้เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าคุณควรจะเลือกทีวีที่รองรับแอปที่คุณต้องการใช้งานในตัว เพราะนั่นแปลว่าคุณจะไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเช่น Chromecast หรือ Android Box โดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ทีวี ราคาถูกบางรุ่นอาจเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้จริง แต่การใช้งานแอปต่าง ๆ นั้นยุ่งยากและไม่ลื่นไหล คุณอาจไม่ต้องกังวลมากนักถ้าเลือกซื้อยี่ห้อชั้นนำ แต่หากเป็นยี่ห้ออื่น ๆ คุณควรทดลองใช้งานดูว่ามันสามารถดูรายการผ่านแอปที่คุณต้องการได้หรือไม่

7. ไม่ต้องสนใจ Contrast Ratio มากนัก

Contrast Ratio เป็นค่าอัตราส่วนที่บอกถึงค่าความแตกต่างระหว่างส่วนที่สว่างที่สุดกับมืดที่สุด ซึ่งตามหลักการแล้ว ยิ่งค่านี้มากเท่าไหร่ ทีวีเครื่องนั้นก็จะสามารถแสดงเฉดสีและรายละเอียดได้ดีขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทีวีของแต่ละยี่ห้อมีการวัดที่แตกต่างกัน เราจึงไม่ควรนำตัวเลขมาเทียบกันเพื่อการตัดสินใจ

ในการเปรียบเทียบความคมชัดและสีสันของภาพ เราคิดว่าทางที่ดีที่สุดคือการไปลองนั่งดูเครื่องจริงเปรียบเทียบกัน

8. ราคา

แน่นอนว่าราคาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อทีวีของหลายคน (โดยเฉพาะทีมงานของเรา) เราเชื่อว่าราคาที่เหมาะสมสำหรับสมาร์ททีวีขนาด 55 นิ้วที่มีคุณภาพดี น่าจะอยู่ที่ราว 13,000-20,000 บาท (สำหรับจอ LCD) และจะสูงหรือต่ำกว่านี้ตามขนาดจอ

คำแนะนำของเรา คือ คุณควรรอจังหวะที่มีการจัดโปรโมชั่นลดราคา เพราะทีวีนั้นเป็นหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโปรโมชั่นบ่อยมาก ๆ ดังนั้นหากคุณเจอรุ่นที่ถูกใจ ถ้าเป็นไปได้คุณควรรอสักพักเพื่อให้ได้ราคาที่ดีกว่า เมื่อมีการจัดรายการหรือมีรุ่นที่ใหม่กว่าออกมา