วิธีเลือกซื้อทีวี Smart TV สำหรับปี 2019

วิธีเลือกซื้อทีวี สมาร์ททีวี 2019

หลายคนคงทราบดีว่าเทคโนโลยีของโทรทัศน์ในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วแค่ไหน สำหรับคนที่กำลังเลือกซื้อทีวีในปี 2019 นี้ ไม่ว่าจะเป็น Smart TV หรือ LED LCD หรือ OLED หรือ 4K ก็ตาม เรารวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ วิธีเลือกซื้อทีวี เพื่อให้คุณซื้อรุ่นที่มีขนาดและฟังก์ชั่นที่เหมาะสำหรับการใช้งานจริงที่สุด

TLDR: หากคุณขี้เกียจอ่านทั้งแปดข้อข้างล่างนี้ เราขอสรุปให้ฟังสั้น ๆ ว่า สำหรับคนที่ต้องการสมาร์ททีวีที่คุ้มค่าที่สุด ณ ตอนนี้ คุณควรเลือกซื้อทีวีที่รองรับความละเอียดแบบ 4K เพราะในอนาคตอันใกล้มันจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่า (แต่ยังไม่จำเป็นต้องซื้อทีวี 8K ซึ่งตอนนี้ยังมีราคาสูงมาก)

นอกจากนี้ หากเป็นไปได้คุณควรเลือกทีวีที่รองรับเทคโนโลยี HDR และหากมีงบพอ คุณอาจเลือกจอทีวีแบบ OLED ซึ่งให้ความลึกของสีได้ดีกว่า จอ LED LCD แต่มันก็จะมีราคาแพงกว่าเช่นกัน

ในส่วนของค่า refresh rate คุณควรเลือกรุ่นที่มีค่าสูงกว่า 120 Hz เป็นอย่างน้อย และควรเลือกทีวีที่มีจำนวนพอร์ต HDMI ยิ่งมากยิ่งดี (อย่างน้อย 4 พอร์ต) เพราะจะช่วยให้คุณไม่ต้องสายถอดเข้า-ออกเมื่อใช้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ

ทีวีในสมัยนี้ส่วนใหญ่ต่างก็เป็นสมาร์ททีวีอยู่แล้ว ซึ่งหมายความว่ามันสามารถใช้งานแอปพลิเคชั่นและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ อย่างไรก็ตาม บางรุ่นอาจใช้งานได้ง่ายกว่ารุ่นอื่น ทั้งนี้ความสะดวกในการใช้งานเป็นอะไรที่คุณควรลองใช้งานจริงก่อนตัดสินใจซื้อ



รีวิวแนะนำ


8 สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อทีวี

วิธีเลือกขนาดจอทีวี

1. วิธีเลือกขนาดจอทีวีให้เหมาะสม

ขนาดของจอทีวีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณต้องพิจารณาในการซื้อทีวีเครื่องใหม่ คุณควรคำนึงว่าที่ที่คุณนั่งดูทีวีนั้นห่างจากทีวีมากแค่ไหน ซึ่งกฎง่าย ๆ คือ คุณควรจะนั่งห่างจากทีวีเป็นระยะมากกว่าสามเท่าของความสูงของจอทีวี เช่น ถ้าจอสูง

จากนั้นจึงเลือกจอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่สามารถวางได้อย่างเหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ขนาด 50-65 นิ้วสำหรับวางในห้องนั่งเล่น โดยหากคุณดูทีวีและสามารถมองเห็นจุดพิกเซลได้ นั่นหมายความว่าคุณนั่งใกล้เกินไปหรือทีวีมีขนาดใหญ่เกินไป (ต้องพิจารณาด้วยว่าคุณอาจไม่ได้ชมภาพที่เป็นความละเอียด 4K เป็นประจำ)

ขนาดจอที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่จะดูทีวีพร้อมกันด้วย เช่น ถ้าคุณดูทีวีพร้อมกันทั้งครอบครัวสี่คน คุณอาจต้องการทีวีขนาดใหญ่กว่าการดูคนเดียวเป็นหลักเพื่อให้ทุกคนสามารถได้ชมภาพได้อย่างสบายตา

2. ความละเอียดต้องมากแค่ไหน

เวลาเราพูดถึงความละเอียดของจอทีวีนั้นเรากำลังพูดถึงจำนวนของพิกเซลบนหน้าจอที่ใช้แสดงสีสันให้เราได้เห็น การที่จอภาพมีพิกเซลมากกว่า (หรือหนาแน่นกว่า) ย่อมหมายถึงความละเอียดและความคมชัดที่สูงกว่า ดังนั้นเราอาจพูดได้ง่าย ๆ ว่าค่าความละเอียดนั้นยิ่งสูงยิ่งดี

Full HD คือ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งถือได้ว่าเป็นความละเอียดมาตรฐานของทีวีส่วนใหญ่ทั่วโลก ก่อนที่จะมีเทคโนโลยีที่มีความละเอียดสูงกว่านั้นที่เรียกว่า Ultra HD หรือ 4K ซึ่งมีความหนาแน่นของพิกเซลมากกว่า Full HD ถึง 4 เท่า ด้วยความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล

คำแนะนำในการเลือกซื้อทีวี

ทีวี 4K นั้นจะให้ความคมชัดในรายละเอียดมากกว่า รวมถึงตัวหนังสือที่จะมีความคมชัดกว่า ที่สำคัญวิดีโอแบบ 4K นั้นสามารถรับชมได้ง่ายขึ้นและกำลังเป็นที่แพร่หลายกว่าแต่ก่อนมาก เช่น การรับชมผ่าน Netflix หรือ YouTube

ปัจจุบันมีความละเอียดแบบ 8K เพิ่มเข้ามาในทีวีรุ่นใหม่ ๆ บางรุ่น ซึ่งจะมีความละเอียดมากกว่า 4K ถึง 4 เท่า และแต่ปัจจุบันวิดีโอ 8K นั้นยังถือว่าหายากและยังไม่คุ้มค่าที่จะจ่ายเงินจำนวนมากสำหรับทีวี 8K เหล่านี้ เราคิดว่าคุณควรรออีกสัก 2-3 ปี เพื่อให้ 8K กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่แพร่หลายกว่านี้ และทีวีแบบ 4K ก็เพียงพอต่อการใช้งานในปัจจุบันและ 3 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน

3. คำว่า HDR บนทีวีหมายถึงอะไร

หากคุณต้องการสีสันที่มากกว่าทีวี 4K ทั่วไป คุณอาจเลือกรุ่นที่รองรับฟีเจอร์ HDR (high dynamic range) ซึ่งจะมาพร้อมชื่ออย่าง “HDR10” หรือ “4K Premium” และ “Dolby Vision” โดยทีวีเหล่านี้จะสามารถแสดงเฉดสีได้ในช่วงที่กว้างกว่าทีวี 4K ทั่วไป รวมถึงความแตกต่างของส่วนที่สว่างและมืดของภาพ (contrast) ดังนั้นส่วนที่มืดก็จะสามารถมืดได้กว่าทีวี 4K ทั่วไป โดยที่ ภาพของเครื่องรุ่นที่รองรับ Dolby Vision นั้นแสดงผลได้ดีกว่า HDR10

มาตรฐาน HDR และ Dolby Vision เป็นเทคโนโลยีที่เป็นเหมือนการอัพเกรดต่อจากทีวี 4K เดิม ทั้งนี้ ทีวี Full HD (1080p) ปกติจะยังไม่มีเทคโนโลยีนี้ ทั้งนี้มันยังถือเป็นมาตรฐานที่ยังไม่คงที่และอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต GM2000 สรุปเรื่องนี้เอาไว้อย่างละเอียด

4. Refresh Rate คืออะไร

Refresh rate คือ ค่าที่บ่งบอกอัตราความถี่ในการแสดงผลบนหน้าจอ โดยจะระบุไว้เป็นหน่วย Hertz (Hz) โดยจอที่มีค่า refresh rate อยู่ที่ 60 Hz จะแปลว่าภาพบนหน้าจอนั้นจะถูกปรับเปลี่ยน 60 ครั้งต่อ 1 วินาทีซึ่งแปลว่ามันสามารถแสดงผลสูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที (fps)

ทีวีสำหรับดู Netflix

ยิ่งภาพถูกปรับเปลี่ยนบ่อยครั้งมากเท่าไหร่ในเวลาเท่าเดิม ก็จะยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวของภาพที่ได้นุ่มนวลและเรียบเนียนมากขึ้น ทั้งนี้ค่ refresh rate มาตรฐานเดิมนั้นอยู่ที่ 60 Hz แต่ปัจจุบันผู้ผลิตหลายรายได้เพิ่มความถี่ขึ้นสองเท่าตัวเป็น 120 Hz ซึ่งเท่ากับสามารถแสดงผลได้สูงสุดถึง 120 เฟรมต่อวินาที

แต่เนื่องจากวิดีโอส่วนใหญ่ยังไม่มีภาพที่มีจำนวนเฟรมต่อ 1 วินาทีมากเกิน 60 เฟรมมากนัก ดังนั้นทีวีที่มี refresh rate สูง ๆ จะทำงานโดยแทรกภาพสีดำไว้ระหว่างเฟรมเพื่อหลอกตาของผู้ชม ขณะที่บางรุ่นอาจแทรกภาพที่แสดงความเคลื่อนไหวระหว่างเฟรมปัจจุบันและเฟรมถัดไป โดยในปัจจุบันทีวีรุ่นใหม่ ๆ บางรุ่นจะรองรับเทคโนโลยีที่ชื่อ High-Frame Rate (HFR) ซึ่งน่าจะเริ่มมีให้เห็นในการใช้งานจริงมากขึ้นในปีนี้ หากเป็นไปได้เราแนะนำให้คุณซื้อรุ่นที่มี refresh rate มากกว่า 120 Hz ขึ้นไป

5. จำนวนพอร์ต HDMI

คุณอาจคิดว่าจำนวนพอร์ต HDMI นั้นไม่สำคัญแต่ในการใช้งานจริงคุณจะพบว่ามันถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว หากคุณต้องการใช้งานทั้ง ซาวด์บาร์, Apple TV, Play Station และอื่น ๆ การมีจำนวนพอร์ต HDMI ที่มากพอจะทำให้คุณไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์เข้าออก

สมาร์ทีวีราคาถูกมักจะลดต้นทุนด้วยการลดจำนวนพอร์ตต่าง ๆ ออกไป เราคิดว่าคุณควรมองหาทีวีที่มีพอร์ต HDMI อย่างน้อย 3-4 พอร์ต นอกจากนี้ หากคุณเลือกลงทุนในทีวี 4K แล้ว คุณควรเลือกรุ่นที่รองรับ HDMI 2.0 ซึ่งจะรองรับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่แพร่หลายมากขึ้นในอนาคต

รีโมทสมาร์ททีวี

6. Smart TV ที่ใช้งานได้สะดวก

ทีวีส่วนใหญ่ที่วางขายในปัจจุบันนั้นเป็น Smart TV อยู่แล้ว กล่าวคือมันสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi และใช้บริการสตรีมมิ่งต่าง ๆ เช่น Netflix หรือ YouTube ได้ในตัว หรือแม้แต่เล่นเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ (ซึ่งใช้งานไม่สะดวกอย่างยิ่ง!)

ต่างจากสมาร์ททีวีเมื่อ 2-3 ปีก่อน ทีวีรุ่นใหม่ ๆ มาพร้อมกับรูปแบบการใช้งานที่สะดวกกว่าเดิมมาก โดยบางยี่ห้อ เช่น LG, Samsung, Sony นั้นมาพร้อมกับปุ่มเลือกใช้งานแอปต่าง ๆ ที่ทำให้เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าคุณควรจะเลือกทีวีที่รองรับแอปที่คุณต้องการใช้งานในตัว เพราะนั่นแปลว่าคุณจะไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเช่น Chromecast หรือ Android Box โดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ทีวี ราคาถูกบางรุ่นอาจเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้จริง แต่การใช้งานแอปต่าง ๆ นั้นยุ่งยากและไม่ลื่นไหล คุณอาจไม่ต้องกังวลมากนักถ้าเลือกซื้อยี่ห้อชั้นนำ แต่หากเป็นยี่ห้ออื่น ๆ คุณควรทดลองใช้งานดูว่ามันสามารถดูรายการผ่านแอปที่คุณต้องการได้หรือไม่

Netflix Pick สมารืททีวีสำหรับดู Netflix

LG Smart TV UHD 4K รุ่น UK6300

หนึ่งในสมาร์ททีวีของ LG ที่ Netflix แนะนำ

ราคา 14,390 บาท (1 ม.ค. 2019)

เช็คราคาบน Lazada

7. ไม่ต้องสนใจ Contrast Ratio มากนัก

Contrast Ratio เป็นค่าอัตราส่วนที่บอกถึงค่าความแตกต่างระหว่างส่วนที่สว่างที่สุดกับมืดที่สุด ซึ่งตามหลักการแล้ว ยิ่งค่านี้มากเท่าไหร่ ทีวีเครื่องนั้นก็จะสามารถแสดงเฉดสีและรายละเอียดได้ดีขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทีวีของแต่ละยี่ห้อมีการวัดที่แตกต่างกัน เราจึงไม่ควรนำตัวเลขมาเทียบกันเพื่อการตัดสินใจ

ในการเปรียบเทียบความคมชัดและสีสันของภาพ เราคิดว่าทางที่ดีที่สุดคือการไปลองนั่งดูเครื่องจริงเปรียบเทียบกัน

8. ราคา

แน่นอนว่าราคาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อทีวีของหลายคน (โดยเฉพาะทีมงานของเรา) เราเชื่อว่าราคาที่เหมาะสมสำหรับสมาร์ททีวีขนาด 55 นิ้วที่มีคุณภาพดี น่าจะอยู่ที่ราว 13,000-20,000 บาท (สำหรับจอ LCD) และจะสูงหรือต่ำกว่านี้ตามขนาดจอ

คำแนะนำของเรา คือ คุณควรรอจังหวะที่มีการจัดโปรโมชั่นลดราคา เพราะทีวีนั้นเป็นหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโปรโมชั่นบ่อยมาก ๆ ดังนั้นหากคุณเจอรุ่นที่ถูกใจ ถ้าเป็นไปได้คุณควรรอสักพักเพื่อให้ได้ราคาที่ดีกว่า เมื่อมีการจัดรายการหรือมีรุ่นที่ใหม่กว่าออกมา



 

กลับขึ้นด้านบน